Social Media สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ในช่วงซัมเมอร์นี้ที่ใครๆ ต่างก็มองหาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ คลายร้อน หรือพาครอบครัวไปเที่ยวกัน ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการทำเงินของธุรกิจท่องเที่ยวที่จะต้องเตรียมพร้อมบริหารจัดการให้ดีครับ กับการรองรับการค้นหาข้อมูลเพื่อเป็นตัวช่วยตัดสินใจในการเลือกที่จะไปเที่ยวที่ไหน หรือไว้วางใจใครให้พาไปเที่ยวได้มากที่สุด

ยิ่งเวลาผ่านไป ผู้คนบนโลกต่างก็ใช้ Social Network เป็นตัวช่วยในการดำเนินชีวิตมากขึ้น ผู้คนใช้ข้อมูลบนโลกโซเชี่ยลในการตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการต่างๆ ใช้ข้อมูลเหล่านี้มาอ้างอิง และบอกต่อเพื่อนๆ หรือแม้แต่แชร์ออกไปให้กับคนที่ไม่รู้จักก็ตาม ดังนั้นการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือจึงเป็นเรื่องสำคัญ มี Social Media อะไรบ้างที่ธุรกิจท่องเที่ยวควรเลือกใช้ เพื่อให้ตรงและโดนใจกลุ่มลูกค้าในยุคนี้

ปัจจุบัน Facebook Fan page มีบทบาทอย่างมากต่อกิจการอย่างโรงแรม บริษัทนำเที่ยว สายการบิน หรือร้านอาหาร เพราะคนไทยนั้น จะไม่ชอบการอ่านข้อมูลที่มีเนื้อหาเยอะแยะมากเกินไป แต่มักจะชอบอ่านรีวิวสั้นๆ พร้อมภาพประกอบ

นักท่องเที่ยวต้องการอะไรบ้างเมื่อต้องค้นหาข้อมูล?
ส่วนใหญ่แล้วที่มีการค้นหาข้อมูล ก็เพื่อค้นหาประสบการณ์ท่องเที่ยวของคนอื่นๆ อ่าน รีวิวเพื่อช่วยเป็นข้อมูลอ้างอิงในการตัดสินใจ หาข่าวสารความเคลื่อนไหว หรือกิจกรรมการ ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่ง Facebook Fan page สามารถสร้างการตลาดเชิงประสบการณ์ ได้ผลดีมากกับธุรกิจท่องเที่ยว เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ได้ผลดี กับธุรกิจนี้ โดยลูกค้าถ่ายทอดสู่กันเองได้โดยไม่ต้องใช้เพียงแค่เจ้าของธุรกิจเท่านั้น เพียงแค่ลูกค้าที่เคยใช้บริการแล้วมาโพส หรือรีวิวในหน้าแฟนเพจให้ลูกค้าคนอื่นๆ ได้รับทราบข้อมูล ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะเป็นบวกหรือลบก็ตาม

การบริหารแฟนเพจสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวนั้นเริ่มจากการกำหนดไกด์ไลน์ในการบริหารดูแลแฟนเพจของธุรกิจก่อน กำหนดตัวตน เพื่อให้เกิดการสนทนา การกล้าที่จะเข้ามาพูดคุยกับคน หรือตัวตนมากกว่าคุยแบบทางการผ่านตัวอักษรแบบกลางๆ กำหนดไกด์ไลน์ในการสร้างตัวตนของคนที่ดูแลเพจ โดยเริ่มดูจากว่ากลุ่มลูกค้าหลักเป็นใคร เพศอะไร เพื่อจะได้กำหนดคาแรคเตอร์ของผู้สื่อสารหลักในแฟนเพจนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน ว่าควรจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ กำหนดว่าควรใช้ภาษาหรือลักษณะการพูดแบบใด กำหนดความถี่ในการอัพเดทข้อมูลข่าวสารในแต่ละวัน บอกเล่าข้อมูลผ่าน Facebook Fan page สร้างบทสนทนา เชิญชวนให้แสดงความคิดเห็น ให้รู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่ง ที่สามารถพูดคุยทักทายได้

สร้างให้มีคนมาติดตามเยอะๆ ด้วยการจัดแคมเปญ แลกรางวัล แต่ไม่ควรแจกรางวัลถี่เกินไป ไม่ควรผูกคนไว้ในสื่อของเราด้วยของรางวัลล่อใจอย่างเดียว เพราะเมื่อไม่มีรางวัล ก็จะไม่มีผู้คนสนใจเพจเรา ควรสร้างความน่าสนใจด้วยคอนเทนท์มากกว่า ความน่าสนใจของเพจนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ Cover Page Photo (ภาพหน้าปก) หรือแม้แต่โลโก้ เพราะเป็นสิ่งแรกที่ผู้ใช้จะมองเห็น และเกิดการดูต่อ คลิกต่อ ควรใส่ข้อมูลที่หัวข้อ เกี่ยวกับ (About) ในหน้าแฟนเพจให้ครบถ้วน ถึงสิ่งที่ธุรกิจนี้ให้บริการ และช่องทางการติดต่อต่างๆ อัพเดทข้อมูลสม่ำเสมอ ไม่ให้รู้สึกว่าเป็นเพจร้าง และพร้อมที่ต้อนรับลูกค้าเสมอ

Posted in ธุรกิจ | Tagged , | Comments Off

เดินทางท่องเที่ยวและแวะนมัสการวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ของนครเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนดอยสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1927 มีบันไดนาคทอดยาวขึ้นไปสู่วัด 306 ขั้นภายใน วัดเป็นที่ประดิษฐานขององค์เจดีย์ทรงมอญที่ใต้ฐานพระเจดีย์มีพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรจุอยู่ วัดพระธาตุดอยสุเทพมีชื่อเต็มว่า “วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพวรวิหาร” ซึ่งจัดได้ว่าเป็นปูชนียสถานที่แสดงออกถึงศิลปกรรมล้านนาไทยที่สำคัญคู่เมืองเชียงใหม่

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ทั้งยังเป็นพระธาตุประจำวันเกิดปีมะแม ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ เป็นหนึ่งในวัดของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีความสำคัญมากที่สุด ในวัดมีเจดีย์ทรงเชียงแสน ฐานสูงย่อมุมระฆังทรงแปดเหลี่ยมปิดด้วยทองจังโก 2 ชั้น มีพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ภายใน นอกจากนี้บริเวณลานเจดีย์ด้านหลังวัดยังเป็นจุดชมทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ ทางขึ้นจากลานจอดรถมายังวัดจะเป็นบันไดนาคเจ็ดเศียรก่อปูน มีบันไดทางขึ้นนับได้ 306 ขั้น ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียง เช่น อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ซึ่งเป็นบุคคลแรกที่บุกเบิกสร้างถนนขึ้นไปบนดอยสุเทพ ใกล้กับอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย สามารถเดินไปเยี่ยมชม น้ำตกห้วยแก้ว ระยะทางประมาณ 300 เมตร และฝั่งตรงข้ามอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย เป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย

ในวันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 พระครูบาศรีวิชัยได้เปรียบการเดินทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพไว้ว่า เป็นเสมือนการเดินทางไปสู่การตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเปรียบเทียบวัดพระธาตุดอยสุเทพ คือวัดอรหันตาลักษณะการเดินทาง จะเดินด้วยเท้า ถือประทีปธูปเทียนเป็นริ้วขบวน ประกอบด้วยพระสงฆ์เดินนำหน้าสวดมนต์ และประชาชนเดินตามหลัง โดยเริ่มขบวนณวัดศรีโสดาหรือบริเวณอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย แล้วเดินทางขึ้นไปนมัสการวัดพระธาตุดอยสุเทพ หลังจากนั้นก็บำเพ็ญศีล วิปัสสนา ทำบุญตักบาตรในเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วจึงเดินทางกลับ จึงถือว่าได้อานิสงส์แรงหรือได้ทำบุญมาก

นักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางไปเชียงใหม่มักขึ้นไปนมัสการ อีกทั้งคนเชียงใหม่เองยังเดินทางไปนมัสการอยู่เป็นประจำด้วยเชื่อว่าการขึ้นไปนมัสการพระธาตุเสมือนกับการไปแสวงบุญ เนื่องจากสมัยก่อนการเดินทางขึ้นดอยนั้นทำได้ยาก พระธาตุดอยสุเทพยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีมะแมด้วย วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นวัดที่มีความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์และเป็นวัดท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่รู้จักของประชาชนชาวไทยโดยทั่วไป ในฐานะที่เป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากวัดหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 14 กิโลเมตร อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,053 เมตร

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off

การพัฒนาและการสร้างจุดขายด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยได้จัดทำแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2544 ต่อมารัฐบาลได้กำหนดแผนปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยว (Tourism Action Plan) โดยตั้งเป้าหมายว่าในปี 2553 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านคน โดยการสนับสนุนให้นักลงทุนภาคเอกชนเข้าไปลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการท่องเที่ยว อันได้แก่ การขนส่ง โรงแรม ร้านอาหาร การสื่อสารโทรคมนาคม พลังงาน และน้ำประปา รวมถึงการเจรจาระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลกับรัฐบาลจีนและรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อชักจูงให้เข้าไปลงทุนในภาคการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังได้ทำบันทึกความตกลง (MOU) กับสายการบินต่าง ๆ ให้มีการเพิ่มเที่ยวบิน และเปิดเที่ยวบินตรง (Direct Flights) ไปยังประเทศกัมพูชา ภายใต้นโยบายเปิดน่านฟ้าเสรี (Open Sky Policy) แต่สิ่งที่อยู่ในแผนการพัฒนาอย่างเร่งด่วน ประกอบด้วย การปรับปรุงคุณภาพของการบริการ การฝึกอบรมบุคลากรที่ทำงานในภาคการท่องเที่ยว การพัฒนาโรงแรมให้ได้มาตรฐาน และการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของประเทศ ทางด้านการพัฒนาจุดขายด้านการท่องเที่ยวนั้น ทางการกัมพูชาได้จำแนกลักษณะของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้

1. การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นตัวชูโรงของอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวกัมพูชา โดยเฉพาะมรดกโลกด้านศิลปวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียง ได้แก่ นครวัด-นครธม ซึ่งนักท่องเที่ยวกว่าร้อยละ 50 ที่เดินทางเข้าไปในกัมพูชาต้องเดินทางไปเยี่ยมชมความอลังการของนครวัด-นครธม ทางการกัมพูชาได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในพื้นที่จังหวัดเสียมเรียบเป็นหลัก ส่วนการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เน้นประวัติศาสตร์การเมืองในสมัยสงครามกลางเมือง เน้นส่งเสริมในพื้นที่กรุงพนมเปญ และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งมีสถานที่สำคัญอันแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งความรุนแรงและสงครามการฆ่าล้าง เผ่าพันธุ์ในอดีต อาทิเช่น คุกโตนสเลง สถานที่คุมขังนักโทษการเมืองกว่า 15,000 คนก่อนจะส่งไปที่ทุ่งสังหาร

2. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เน้นส่งเสริมในพื้นที่ซึ่งแม่น้ำโขงไหลผ่าน รวมทั้งในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณจังหวัดสตึงเตร็ง รัตนคีรี มนฑลคีรี และกระแจะ ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ของประเทศ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์นี้ยังรวมถึงการเยี่ยมชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะการประกอบอาชีพการเกษตร ซึ่งสถานที่สำคัญที่ทางการกำหนดให้เป็นจุดขายคือจังหวัดพระตะบอง ซึ่งเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ

3. การท่องเที่ยวชายทะเล
เน้นส่งเสริมในพื้นที่ติดกับทะเล ซึ่งกัมพูชามีข้อได้เปรียบ ตรงที่สถานที่ชายฝั่งทะเลยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่มาก โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสีหนุวิลล์ จังหวัดแกป จังหวัดกัมปอต และจังหวัดเกาะกง ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าหากสนามบินสีหนุวิลล์ ให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะหลั่งไหลเข้าไปท่องเที่ยวในแถบนั้นเช่นเดียวกัน

Posted in ธุรกิจ | Tagged , | Comments Off

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวมากด้วยสภาพแวดล้อม

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวมากด้วยสภาพแวดล้อม สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและหลากหลาย มีทั้งแบบเชิงธรรมชาติอย่างทะเล ภูเขา น้ำตก เชิงศิลปวัฒนธรรมที่มีทั้งวัดวาอาราม พระราชวัง โบราณสถานต่าง ๆ รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบสนองวิถีชีวิต คนเมือง อย่างบรรดาแหล่งช็อปปิ้ง สถานบันเทิง สปา เป็นต้น ประกอบกับการบริการที่เป็นมิตร เอกลักษณ์ของคนไทยที่มีความอ่อนโยนทำให้ชาวต่างชาติประทับใจ โรงแรม รีสอร์ตไทยหลาย ๆ แห่งก็มีชื่อเสียงระดับโลก ทั้งค่าครองชีพที่หากเทียบกับประเทศอื่นแล้วถือว่าไม่สูงมากนัก และยังมีระบบการสื่อสารและสาธารณูปโภคที่ค่อนข้างมีความพร้อม หากเทียบกับประเทศใกล้เคียง จึงทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 8 ของ GDP ของประเทศเลยทีเดียว องค์การการท่องเที่ยวโลก ได้คาดการณ์ว่า ในอีก 8 ปีข้างหน้า ค.ศ. 2020 จะมีนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 1,600 ล้านคน โดยเป็นนักท่องเที่ยวแถบเอเชียแปซิฟิกถึง 400 ล้านคน ในจำนวนนั้นส่วนหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวในอาเซียนประมาณ 160-200 ล้านคน

แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวในแถบอาเซียนยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีกมาก ประเทศสมาชิกอาเซียนหลาย ๆ ประเทศก็เริ่มตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศแถบอาเซียนมากขึ้น และยังเป็นการรองรับการก้าวเข้าไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2558 ที่จะถึงนี้อีกด้วย ซึ่งการก้าวเข้าไปสู่การเป็น AEC อย่างเต็มรูปแบบนี้จะมีการเปิดเสรีในหลายด้านรวมไปถึงเรื่องการท่องเที่ยวด้วยการเปิดเสรีดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านธุรกิจการท่องเที่ยวไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากขึ้นในอนาคต ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจึงต้องเร่งพัฒนาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะอยู่รอดในภาวะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีแนวโน้มว่าจะมีการแข่งขันสูงต่อไปจุดอ่อนประการแรกของคนไทยที่จะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ ทักษะด้านภาษาต่างประเทศบุคลากรในภาคการท่องเที่ยวของไทยนั้น หลาย ๆ คนยังใช้ภาษาที่ 2 อย่างภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้ไม่คล่อง ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงภาษาที่ 3 บุคลากรในที่นี้รวมไปถึงแม่บ้าน พนักงานรักษาความปลอดภัย ฯลฯ ซึ่งแม้ในการทำงานจะไม่ต้องสื่อสารกับนักท่องเที่ยวมากนัก แต่อาจมีบางสถานการณ์ที่ต้องสื่อสารกับนักท่องเที่ยว

Posted in ธุรกิจ | Comments Off

ธุรกิจทางอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยที่มีการขยายตัวมากขึ้น

ในปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยมีการขยายตัวอย่างมาก โดยในปี พ.ศ. 2554 มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาที่ประเทศไทยจำนวน 19,230,470 คน โดยเป็นนักท่องเที่ยวในเขตภูมิภาคอาเซียนประมาณ 5.7 ล้านคนและจากการจัดอันดับความสามารถด้านการแข่งขันและการท่องเที่ยวของ World Economic Forum (WEF) ปี 2554 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 41 จาก 139 ประเทศทั่วโลก และอันดับ 10 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นอกจากนั้นประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีการจัดประชุมนานาชาติด้านการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคอาเซียนรองจากประเทศสิงค์โปร์และมาเลเซีย ตามลำดับ ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวจะชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากสินค้าท่องเที่ยวของไทยมีความโดดเด่น ทั้งในด้านความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม มาตรฐานในระดับสากลของโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เอกลักษณ์ทางด้านอาหารและการให้บริการ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยกลายเป็นหนึ่งในรายการที่คู่เจรจาของไทยให้ความสนใจ

การสำรวจสถานภาพพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2554 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 60,023 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.6 ของมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยรวมทั้งประเทศ ซึ่งมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 3 เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ประกอบกับปัจจุบันการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจโลก เพราะคิดเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 1 ใน 3 ของภาคค้าบริการรวมของโลก และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศต่างๆมากมาย โดยเฉพาะการสร้างรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศให้กับประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล รวมถึงช่วยเพิ่มการจ้างงาน นอกจากนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยยังได้รับ การจัดอันดับให้อยู่ในระดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะผลักดันส่งเสริมธุรกิจในรูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้มี ความเข้มแข็งสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการในต่างประเทศได้

ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจำนวนมากให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจในรูปแบบการตลาดออนไลน์ โดยมีจำนวนมากถึงร้อยละ 81 ของผู้ประกอบการทั้งหมด เนื่องจากเล็งเห็นว่าการทำธุรกิจในรูปแบบดังกล่าวนั้นเป็นการช่วยเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและบริการ และช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันเมื่อมีการเปิดเสรีทางการบริการด้านการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามการเปิดเสรีการบริการด้านการท่องเที่ยวของ AEC นั้นอาจจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบการไทยจะประสบปัญหาเกี่ยวกับแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อาเซียนก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ขององค์การท่องเที่ยวโลก และยังเป็นแรงดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้ภาคการท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น

Posted in ธุรกิจ | Comments Off